__________________________________________

สนใจผลิตภัณฑ์ สามารถสอบถามโดยโทรมาคุยกับเรา
หรือส่ง E-mail มาสอบถามรายละเอียดได้

คุณ เอ็ม โทร: 089-9049573 E-mail : Chalerm_vcd@hotmail.com

ดูผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ได้ที่

http://na-deng.orgfree.com หรือที่ facebook
_______________________________________________

ครีมกันแดด: ทำไมจึงกันแดดไม่ได้ผล?

เขียนโดย รศ.ดร.พิมลพรรณ พิทยานุกุล คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล

ครีมกันแดด ที่ดี ควรจะต้องประกอบไปด้วยสารกรองรังสียูวีเอและสารกรองรังสียูวีบี เพราะในบรรยากาศจะประกอบไปด้วยรังสีทั้งสองชนิดจากดวงอาทิตย์ ที่ตกกระทบถึงพื้นโลก รังสียูวีเอจะมีความรุนแรงต่อผิวหนังและสามารถผ่านทะลุเข้าสู่ผิวหนังชั้น ที่อยู่ลึกลงไปได้ ทำให้ผิวหนังปรากฏเป็นริ้วรอยเหี่ยวย่น รอยตีนกา ทำให้ผิวหนังเสื่อมและแก่เร็วกว่าวัย ส่วนรังสียูวีบีนั้นจะทำให้สีผิวดำคล้ำ ไหม้และอักเสบจากการตากแดดเป็นเวลานานหรือที่เรียกกันว่า ‘แดดเผา’นั่นเอง รังสีทั้งสองชนิดสามารถทำให้เซลล์ผิวหนังตายโดยการทำลาย ‘ดีเอ็นเอ’ ของเซลล์ผิว และอาจก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้ ถ้าผิวหนังได้รับรังสีทั้งสองชนิดมากเกินไป

วิธีการเลือกซื้อครีมกันแดด

        1.ครีมกันแดด ที่มีขายส่วนใหญ่ในท้องตลาดมักจะมีองค์ประกอบหลักคือสารกรองรังสียูวีบี เพื่อป้องกันสีผิวมิให้ดำคล้ำหรือแดดเผา แต่โดยความเป็นจริงแล้วการทาครีมกันแดดสามารถปกป้องไม่ให้ผิวหนังเกิดอาการ อักเสบจากแดดเผาได้เท่านั้น แต่ไม่สามารถป้องกันผิวหนังจากการเปลี่ยนสีได้ เนื่องจากเซลล์สร้างเม็ดสีคือ เมลานินจะทำหน้าที่สร้างเม็ดสีให้เพิ่มมากขึ้นเพื่อเป็นการโต้ตอบรังสี และเป็นวิธีการปกป้องผิวหนังจากการถูกทำลายโดยรังสีดวงอาทิตย์

         หากเราทาครีมกันแดดที่มี สารกรองรังสียูวีบีเพียงชนิดเดียว จะเป็นการเปิดช่องให้รังสียูวีเอ ทะลุเข้าสู่ผิวหนังมากขึ้น ดังนั้นจึงควรพิจารณาเลือกซื้อชนิดที่มีสารกรองรังสีทั้งเอและบีเป็นองค์ ประกอบ สารบางชนิดมีประสิทธิภาพทั้งกรองรังสียูวีเอและยูวีเอ เช่น ไทเทเนี่ยมไดออกไซด์ (Titanium dioxide micronized) ซิงค์ออกไซด์ (Zinc oxide micronized) ออกซีเบนโซน (Oxybenzone) สารกรองรังสียูวีเอ เช่น อโวเบนโซน (Avobenzone)  สารกรองรังสียูวีบี เช่น ออกทิวไดเมททิว พาบา (Octyl dimethyl PABA) ออกทิว เมททอกซีซินนาเมท (Octyl methoxycinnamate) ฯลฯ

            2. ควรเลือกซื้อชนิดที่สามารถกันน้ำได้หรือที่ระบุบนฉลากว่า ‘Water proof or water resistant’ เนื่องจากประเทศไทยมีภูมิอากาศที่ร้อนชื้น เหงื่อออกง่าย เมื่อทาครีมกันแดดแล้ว อาจถูกเหงื่อชะออกไป ทำให้ประสิทธิภาพลดลงหรือไม่ได้ผลในการกันแดดตามระยะเวลาที่ต้องการ

            3. ควรเลือกซื้อค่ากันแดดหรือค่า’เอสพีเอฟ SPF’ ตามความเหมาะสมของการใช้งาน เช่น หากต้องการทาผิวหน้าเพื่อทำงานในออฟฟิส ควรเลือกซื้อค่าที่ต่ำๆ เช่น SPF 2, 4 , 6 ,8 แต่ถ้าต้องทำงานนอกสถานที่ ต้องเดินตากแดด หรือต้องการไปทะเลหรือภูเขาที่ต้องได้รับแสงแดดจัด ควรเลือกซื้อค่าเอสพีเอฟที่สูงๆ เช่น SPF 30 หรือมากกว่า

  วิธีการทาครีมกันแดดให้ได้ผล
            ปัญหาของ ครีมกันแดดที่ทาแล้วไม่ได้ผล ไม่สามารถป้องกันผิวตามระยะเวลาที่ระบุไว้บนฉลาก เช่น SPF 10 ควรจะสามารถปกป้องผิวหนังจากแดดเผาได้นานเป็นระยะเวลา 10 เท่าเมื่อเทียบกับผิวหนังที่โดนแดดโดยไม่ได้ทาครีมกันแดด ซึ่งโดยทั่วไป ผิวคนไทยถ้าไม่ได้ทาครีมกันแดดเลยและไปยืนตากแดด จะเริ่มเห็นผิวหนังมีสีแดงภายในระยะเวลาเพียง 10-15 นาที ดังนั้นหากทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 10 ควรจะป้องกันผิวหนังจากแดดได้นานถึง 100-150 นาที แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ได้ผลเช่นนั้น เพราะมีหลายปัจจัย ที่สำคัญคือ

             1. วิธีทาครีมกันแดดที่ถูกต้องและได้ผล ต้องทาครีมหนาเพื่อปกปิดผิวหนังทุกรูขุมขน ซึ่งเป็นวิธีการที่ผ่านการทดสอบในห้องทดลองจากนักวิทยาศาสตร์ แต่โดยทั่วไปผู้บริโภคมักจะนิยมทาเพียงเบาบาง ทำให้รังสีดวงอาทิตย์สามารถกระทบและทะลุเข้าสู่ผิวหนังได้บางส่วน นักวิชาการจึงแนะนำว่าหากต้องการทาแล้วได้ผลควรทาบ่อยๆ ทุก 1-2 ชั่วโมง

            2. ภายหลังจากการทาครีมกันแดด สภาวะความเป็นจริงคือ ผู้บริโภคมักจะมีกิจกรรมต่างๆ เช่น ออกกำลังกายด้วยการตีกอล์ฟ ว่ายน้ำ วิ่ง เดิน หรืออื่นๆ ทำให้เหงื่อออกทางผิวหนังและแน่นอนครีมกันแดดจะถูกชะออกโดยง่าย ทำให้ประสิทธิภาพของครีมกันแดดลดลงหรือหมดไปในบางกรณี

            3. สารกรองรังสียูวีที่เป็นองค์ประกอบในครีมกันแดดหลายชนิดไม่คงตัว สลายตัวเมื่อโดนความร้อน ทำให้ครีมกันแดดเสื่อมประสิทธิภาพไป สินค้าบางตัวอาจเสื่อมไปตั้งแต่ยังไม่ทันได้ใช้ก็มี ในกรณีที่ผู้ขายเก็บไว้ในร้านค้าที่ร้อนหรือผู้บริโภคเองซื้อไปเก็บไว้ในที่ ร้อน ทำให้สารกันแดดเสื่อมประสิทธิภาพก่อนเปิดใช้ ดังนั้นจึงควรเลือกซื้อจากร้านค้าที่น่าเชื่อถือซึ่งสินค้าจะถูกเก็บรักษาใน สถานที่ปรับอากาศ และพิจารณาฉลากถึงวันเดือนปีที่ผลิตว่าเก่าเก็บหรือไม่ เพราะนอกจากครีมกันแดดจะหมดประสิทธิภาพแล้ว ยังอาจก่อให้เกิดพิษระคายเคืองต่อผิวหนังได้อีกด้วยกรณีที่ทาครีมกันแดดหมด อายุ

สารกลูตาไธโอน ช่วยให้ขาวได้จริงหรือ

เขียนโดย พิมลพรรณ พิทยานุกุล คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล



กลูตาไธโอนคืออะไร
Image 











         สารกลูตาไธ โอน เป็นสารที่เซลล์ในร่างกายเราสามารถสังเคราะห์ขึ้นได้เอง มีคุณสมบัติเป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง มีหน้าที่ปกป้องเนื้อเยื่อของอวัยวะทุกส่วนโดยการต่อต้านอนุมูลอิสระที่ สะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ และกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย ที่สำคัญยังช่วยตับในการทำลายและขจัดสารพิษออกจากร่างกาย เช่น ตัวยาหรือสารพิษที่ไม่ละลายน้ำ เมื่อรวมตัวกับสารกลูตาไธโอน จะช่วยให้ละลายน้ำได้และถูกกำจัดออกจากร่างกายได้ในที่สุด สารพิษจำพวกโลหะหนักหรือสารกำจัดแมลง สามารถถูกขจัดออกจากร่างกายได้โดยการทำงานของกลูตาไธโอนร่วมกับตับ

สารกลูตาไธโอนยังมีหน้าที่สำคัญ อีกมากมายในร่างกาย เช่น สังเคราะห์โปรตีน ช่วยให้เม็ดเลือดแดงมีความแข็งแรง ช่วยเร่งการซึมผ่านของสารอาหารเข้าสู่เซลล์ ช่วยปกป้องดีเอ็นเอของเซลล์ไม่ให้ถูกทำลาย ซึ่งเป็นการป้องกันการเกิดมะเร็งนั่นเอง


         โดยสรุปสารกลูตาไธโอน จึงเป็นสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกายที่มีกำลังสูงเมื่อเปรียบเทียบกับ วิตามินซีหรือวิตามินอี เมื่ออายุคนเรามากขึ้นปริมาณกลูตาไธโอนในร่างกายจะลดน้อยลง มีผลทำให้เซลล์และอวัยวะทุกส่วนเสื่อมโทรมลง ในทางตรงกันข้าม นักวิจัยพบว่าผู้ที่มีอายุยืนยาวและมีสุขภาพแข็งแรง มักจะตรวจพบสารกลูตาไธโอนปริมาณสูงในกระแสเลือด


การใช้ประโยชน์ทางการแพทย์

สารกลูตาไธโอนมีการนำมา ใช้เป็นยารักษาโรคเกี่ยวกับระบบเส้นประสาทบกพร่อง เช่น โรคพาร์กินสัน โรคอัลไซเมอร์หรือโรคสมองเสื่อม โรคปลายเส้นประสาทอักเสบ มะเร็งกระเพาะ และมะเร็งต่อมลูกหมาก โดยได้รับการรับรองให้ใช้เป็นยามามากกว่า 30 ปี การรักษามักจะให้โดยการฉีดเข้าเส้นหรือเข้าที่กล้ามเนื้อ อาการข้างเคียงของยาดังกล่าวตอนนี้ยังไม่พบ แต่อย่างไรก็ตามพบว่า สารกลูตาไธโอนมีผลข้างเคียงในการยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส ซึ่งทำให้เม็ดสีของผิวหนังเปลี่ยนจากเม็ดสีน้ำตาลดำเป็นเม็ดสีชมพูขาว ผล ข้างเคียงนี้จึงทำให้มีการแตกตื่นและนำกลูตาไธโอนมาเตรียมเป็นยาเม็ดเพื่อ ใช้เป็นอาหารเสริม เพื่อชะลอวัย และหวังผลให้ผิวขาวใสหรือผิวขาวอมชมพู


ยาเม็ดกลูตาไธโอน ได้ผลจริงหรือ ?

ในวงการของอาหารเสริม มีการนำสารกลูตาไธโอนมาทำเป็นยาเม็ดในขนาดความแรงต่างๆ กัน เพื่อใช้ในการรับประทานเป็นอาหารเสริม โดยหวังผลว่า จะสามารถเสริมและทดแทนปริมาณกลูตาไธโอนที่ร่างกายมีไม่พอหรือบกพร่องไป อันเนื่องมาจากสาเหตุของโรคต่างๆ จากการรวบรวมข้อมูลพบว่า สารกลูตาไธโอนจะไม่สามารถถูกดูดซึมจากกระเพาะอาหารได้ เพราะจะถูกย่อยสลายและขับออกทางลำไส้ ดังนั้นการรับประทานยาเม็ดกลูตาไธโอนจึงไม่ได้รับประโยชน์เลย ไม่ว่าจะกินครั้งละหลายๆ เม็ดหรือในขนาดที่สูงมากๆ ก็ตาม



กลูตาไธโอนช่วยให้ผิวขาวได้จริงหรือ?

ตามที่ได้กล่าวไปข้างต้น อาการข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์ของการใช้ยากลูตาไธโอนคือ การยับยั้งการสร้างเซลล์เม็ดสีให้ผิวหนัง รวมทั้งการเปลี่ยนเม็ดสีที่สร้างขึ้นจากสีน้ำตาลดำเป็นเม็ดสีชมพูขาว จึงมีการคิดนำเอาสารชนิดนี้มาใช้เป็นอาหารเสริมโดยหวังว่า จะสามารถเสริมและเพิ่มความเข้มข้นของกลูตาไธโอนในกระแสเลือดให้มากๆ เพื่อหวังผลให้ผิวหน้าขาวอมชมพู แต่ในความเป็นจริง ยาเม็ดที่เป็นอาหารเสริมนั้น ทานมากเท่าไหร่ก็จะไม่ได้ผล เพราะสารชนิดนี้จะถูกย่อยสลายและกำจัดออกจากร่างกาย ไม่ถูกดูดซึม แพทย์หลายสำนักจึงได้มีการดัดแปลงโดยทำการฉีดเข้าเส้นหรือเข้ากล้ามเนื้อ เช่นเดียวกับการรักษาโรคต่างๆ อย่างไรก็ตามอาการข้างเคียงของผิวขาวเป็นอาการชั่วคราวเท่านั้น จึงไม่ควรใช้ยานี้ในทางที่ผิด




ภาวะที่ร่างกายขาดกลูตาไธโอน

เนื่องจากสารดังกล่าวร่างกาย สร้างได้เอง แต่สภาวะที่ร่างกายอาจขาดหรือมีกลูตาไธโอนไม่เพียงพอ เช่น เมื่อร่างกายมีโรคแทรกซ้อน ทำให้กลูตาไธโอนลดน้อยลงด้วยสาเหตุการถูกทำลายด้วยยารักษาหรือด้วยตัวโรคเอง หากร่างกายขาดหรือมีกลูตาไธโอนน้อย จะมีผลทำให้เกิดโรคตับอักเสบง่าย ทำให้ตับทำงานได้ไม่เต็มที่ มีโอกาสในการเกิดภาวะแทรกซ้อนของระบบทางเดินหายใจ โรคหืด ผู้ที่มีกรรมพันธุ์เกี่ยวกับความบกพร่องของกลูตาไธโอนมักจะมีปัญหาโรคแทรก ซ้อนทางระบบประสาท ผู้ที่ป่วยด้วยโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือโรคเอดส์ ปริมาณกลูตาไธโอนในระบบเลือดจะต่ำมากๆ ผู้ที่สูบบุหรี่จัดก็เช่นกัน ดังนั้นบุคคลเหล่านี้จะเกิดโรคแทรกซ้อนได้ง่าย


กลูตาไธโอนในธรรมชาติ

พบมากในผลไม้ ได้แก่ แตงโม สตรอเบอรี่ องุ่น ผลอโวกาโด ส่วนในผักพบมากใน หน่อไม้ฝรั่ง สำหรับเนื้อสัตว์จะพบได้ใน ปลา และเนื้อแดง เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว ดังนั้นควรเลือกรับประทานจากธรรมชาติดีกว่าที่จะหลงไปใช้สารนี้อย่างผิดๆ และขาดความเข้าใจ

ดีทอกส์: การล้างพิษ คุณหรือโทษ

เขียนโดย รศ.ดร.พิมลพรรณ พิทยานุกุล คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล 

ที่มาของ ‘สารพิษ'

ศตวรรษที่ 20 นับเป็นช่วงเวลาที่สังคมให้ความสนใจเรื่องสารพิษที่มีผลต่อสุขภาพคนเรามาก มายอย่างชนิดที่ไม่เคยมีในอดีต เนื่องจากทุกวงการไม่ว่าจะเป็นวงการแพทย์และอุตสาหกรรมทุกชนิด มีการใช้สารเคมีชนิดคิดค้นได้ใหม่ๆที่แรงขึ้น เข้มข้นขึ้น มีผลทำให้สิ่งแวดล้อมทั้งในอากาศและน้ำเกิดมลภาวะ รังสียูวีที่ตกถึงโลกมากขึ้น สังคมมีการวิจัยยาใหม่ๆ สารเคมีใหม่ๆ ไอทีแปลกใหม่และรวดเร็ว ผู้คนในสังคมมีการบริโภคทุกอย่างมากขึ้นทั้งจำนวนและชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารที่มีน้ำตาลและไขมันสูง เช่น อาหารจานด่วน ทั้งไก่ทอด แฮมเบอร์เกอร์ พิซซ่า โดนัท ไอศกรีม สารพัดเค้ก รวมถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล ผู้คนในสังคมอยู่ในกระแสสังคมวัตถุนิยมที่มีภาวะเร่งรีบทุกวัน ต้องออกจากบ้านแต่เช้าตรู่แต่กลับบ้านค่ำ คร่ำเคร่งกับงานที่รีบเร่ง มีเวลาพักผ่อนไม่เพียงพอ อาหารที่รับประทานส่วนใหญ่อาศัยจากอาหารจานด่วนหรืออาหารถุง หาซื้อจากร้านค้า ริมถนน และถ้ามีเงินมากเป็นเศรษฐีก็นิยมกินตามห้องอาหารในโรงแรม ผลลัพธ์ที่ได้ไม่แตกต่างกันมากนักในภาพรวม ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐีหรือคนกินเงินเดือนคือ ร่างกายอ่อนเพลียจากความเร่งรีบ การทำงานที่เคร่งเครียด รับประทานอาหารที่ทิ้งโทษสะสมไว้ในร่างกาย สิ่งแวดล้อมทั้งในอากาศและน้ำเป็นพิษจากอุตสาหกรรม สังคมบังเกิดโรคระบาดชนิดใหม่ๆ ทั้งกับคนและสัตว์ นักวิทยาศาสตร์ต้องเร่งคิดค้นสารเคมีและตัวยาที่ใหม่ขึ้นและแรงขึ้นในการ บำบัด นอกจากนี้ยังปรากฏพบทั่วไปว่าคนรอบข้างมีสถิติล้มตายด้วยโรคมะเร็ง หัวใจ โรคอ้วน โรคเครียด รวมทั้งโรคผิวหนังมากขึ้น

สารพิษจากทั้งภายนอกและภายในร่างกายจึงสะสมเพิ่มขึ้นทุกวัน จากการหายใจเข้าไป จากการกิน และจากการสัมผัส
วิธีกำจัดสารพิษจากร่างกาย

ร่างกายมนุษย์ในสภาวะแข็งแรงไม่เป็นโรคอาจเปรียบเหมือน โรงงานที่มีระบบการทำงานสมบูรณ์แบบ เมื่อมีอาหารผ่านเข้ากระเพาะอาหาร จะมีน้ำย่อยถูกขับออกมาย่อยอาหารก่อนการดูดซึม ส่วนกากอาหารจะถูกนำส่งไปยังลำไส้ใหญ่เพื่อขับออกรวมกับของเสียอื่นๆจากร่าง กายผ่านตับและไต ระบบลำไส้ยังมีเชื้อจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในระบบเป็นประจำเพื่อคอยปราบ เชื้อจุลินทรีย์ที่แปลกปลอมเข้าไป ส่วนตับจะคอยจับสารพิษที่หลุดรอดเข้าไปโดยไปรวมกับเอนไซม์จากตับ จากนั้นจะถูกกรองทิ้งไปที่ไต ขบวนการสุดพิเศษที่ธรรมชาติให้มนุษย์เรามานั้นสามารถกำจัดและล้างพิษจากร่าง กายเราโดยอัตโนมัติ

ในสภาวะสังคมที่เร่งรีบ เคร่งเครียด และเต็มไปด้วยการแข่งขัน ร่างกายอ่อนแอและรับสารพิษทั้งจากการบริโภคอาหารส่วนเกิน อาหารที่สักแต่ว่าอร่อยและอิ่มท้อง แต่ทิ้งสารพิษสะสมไว้ทุกวัน รวมทั้งสารพิษจากสิ่งแวดล้อม และสารพิษ หรือ ‘อนุมูลอิสสระ' ที่สะสมอยู่ตามส่วนต่างๆของร่างกายในสภาวะที่ร่างกายอ่อนแอ ระบบอัตโนมัติของร่างกายในการกำจัดสารพิษอาจทำงานได้ไม่เต็มที่ หรือทำงานจนอ่อนแรง ทำให้กำจัดพิษออกจากร่างกายไม่หมด ก่อให้เกิดโรคต่างๆขึ้นได้

การล้างพิษจากตับด้วยกาแฟ และการล้างลำไส้ใหญ่ด้วยน้ำ (Colon hydrotherapy)
นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ยุคใหม่กลุ่มหนึ่งคิดค้นวิธีช่วยให้คนเราสามารถล้าง พิษจากตับเราเองได้ โดยหลักการคือต้องการป้องกันตับให้ปลอดภัยจากสารพิษที่สะสมและตกค้างมากเกิน ไป ไม่ว่าจะผู้ที่เป็นโรคที่ต้องรับประทานยาแรงๆมากๆติดต่อกันเป็นเวลานาน หรือสำหรับผู้ที่ประสงค์จะรักษาสุขภาพให้แข็งแรงป้องกันจากโรคภัยทั้งหลาย หลักการคือการสวนลำไส้ใหญ่ด้วยน้ำกาแฟ สารกาแฟอินน์และสารอัลคาลอยด์จากกาแฟจะผ่านท่อเชื่อมจากลำไส้ใหญ่ส่วนล่าง (Sigmoid colon) ไปยังตับ จับกับสารพิษทั้งหลายในตับรวมทั้งเอนไซม์จากตับเอง กำจัดทิ้งในลำไส้ใหญ่และกำจัดออกจากร่างกายในที่สุด วิธีนี้นิยมทำกันมาช้านานโดยนักวิชาการทางการแพทย์บางกลุ่มเชื่อว่าเป็นการ ล้างพิษจากร่างกายที่ได้ผลและทำให้ร่างกายมีอายุยืนยาวขึ้น ผิวพรรณผุดผ่อง การสวนลำไส้ใหญ่ด้วยกาแฟมักจะแนะนำให้ทำอย่างสม่ำเสมอเดือนละหนึ่งครั่ง

ส่วนการล้างลำไส้ใหญ่ด้วยน้ำสะอาด เนื่องจากนักวิชาการกลุ่มนี้เชื่อว่าทุกวันนี้ผู้คนในเมืองหลวงส่วนใหญ่มี ชีวิตที่เร่งรีบ เครียด ทำให้เป็นโรคท้องผูก มีการสะสมอุจจาระและของเสียมากในลำไส้ใหญ่ อาจเป็นที่มาของการเกิดมะเร็งลำไส้ จึงได้คิดค้นวิธีล้างลำไส้ใหญ่ให้สะอาดอย่างสม่ำเสมอด้วยการฉีดน้ำสะอาดเข้า สู่ลำไส้ใหญ่ในปริมาณมากเท่าที่แต่ละคนจะทนรับได้ ปล่อยเวลาให้น้ำอยู่ในลำไส้ใหญ่สักพัก 1-10 นาที จึงปล่อยทิ้ง ทุกครั้งที่ปล่อยน้ำทิ้ง อุจจาระและของเสียที่เกาะอยู่ตามผนังลำไส้จะถูกขับออก ทำเช่นนี้เป็นระยะเวลา 30-40 นาทีต่อการล้างพิษหนึ่งครั้ง

นอกจากนี้ยังมีอาหารเสริมสารพัดชนิดรวมทั้งสมุนไพรหลาก หลายที่ถูกนำมาวางจำหน่ายในท้องตลาด โดยอ้างสรรพคุณที่สามารถล้างพิษจากร่างกายได้ ทำให้โรคหนักที่ร้ายแรงบรรเทาลงและช่วยให้คนปกติแข็งแรง ชะลอวัยมีผิวพรรณสะอาดสดใสเปล่งปลั่ง ยังไม่รวมถึงอุปกรณ์ไฮเทคที่ใช้ห่อรัดเอว ตะโพกและส่วนอื่นๆที่ประชาสัมพันธ์ว่าสามารถล้างพิษจากร่างกายได้
อันตรายของการล้างพิษ

วิธีคิดรวมถึงขบวนการล้างพิษด้วยการสวนกาแฟ การล้างลำไส้ใหญ่ และด้วยรูปแบบอื่นๆได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์โดยนักวิทยาศาสตร์การแพทย์ทั่วโลก มากมาย ว่าไม่เหมาะสมและเป็นอันตรายได้ถึงชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสวนสำไส้ใหญ่ด้วยน้ำกาแฟล้างพิษจากตับ หรือการล้างลำไส้ใหญ่ด้วยน้ำสะอาดเพื่อขับอุจจาระและของเสีย พบว่าผู้คนที่ผ่านการบำบัดเช่นนี้ส่วนใหญ่จะเกิดอาการท้องผูก ไม่สามารถขับถ่ายเองได้ เพราะขบวนการล้างพิษนั้นเปรียบเสมือนยาถ่ายดี ๆ นี่เอง หากใช้เป็นประจำ ลำไส้จะเคยชินและตอบสนองช้า ทำให้กล้ามเนื้อและการบีบตัวของลำไส้ถดถอย ทำงานเองไม่ได้ต้องพึ่งพาวิธีสวน เป็นการเพิ่มภาระเพิ่มปัญหาต่อผู้บริโภค

อันตรายที่น่าเป็นห่วงโดยเฉพาะอย่างยิ่งการสวนลำไส้ทำให้เพิ่มโอกาสในการติด เชื้อเข้าสู่ร่างกายหากอุปกรณ์ไม่สะอาด อาจถึงตายได้ อันตรายมากต่อผู้บริโภคที่เป็นโรคหัวใจ โรคความดัน และโรคลำไส้อักเสบ บางรายลำไส้เกิดทะลุระหว่างการล้างพิษเนื่องจากไม่ทราบว่าตนเองมีปัญหาลำไส้ อักเสบและผนังลำไส้บาง ขบวนการเหล่านี้นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ไม่แนะนำให้นำมาใช้กับคนปกติเพียง เพื่อต้องการรักษาสุขภาพเท่านั้น เพราะมีวิธีอื่นมากมายในการรักษาสุขภาพ แม้แต่คนป่วยด้วยโรคร้ายแรงเช่นมะเร็ง หรืออื่น ๆ แพทย์ส่วนใหญ่ลงความเห็นว่าวิธีการล้างพิษต่าง ๆ ไม่สามารถช่วยบรรเทาโรคได้นอกจากทำให้คนป่วยเสียเงินและอาจเสียโอกาสที่จะ บำบัดด้วยวิธีการและหลักการแพทย์ที่ถูกต้อง
การป้องกันตนเองจากสารพิษที่พึงปฏิบัติ

นักวิทยาศาสตร์การแพทย์รวมทั้งแพทย์นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ ให้ความเห็นตรงกันว่าร่างกายคนเรามีระบบอัตโนมัติในการกำจัดของเสียจากร่าง กาย และทำให้ร่างกายอยู่ในสภาวะสมดุล ดังนั้นการล้างพิษและล้างลำไส้จึงไม่จำเป็น วิธีการป้องกันตนเองจากสารพิษทำได้ด้วยการกินอยู่ที่เรียบง่าย ให้เวลากับตนเองได้นอนพักผ่อนอย่างเต็มที่ทุกวัน รับประทานอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ มีผักสดและผลไม้มากๆ ดื่มน้ำมากๆวันละหลายๆแก้วใหญ่เพื่อช่วยให้อุจจาระอ่อนตัวและขับออกง่าย ออกกำลังกายอย่างพอเหมาะตามวัยอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้น้ำเหงื่อคายออกที่ผิว หนัง ช่วยให้ผิวพรรณสะอาด และควรขับของเสียจากจิตใจด้วยการนั่งสมาธิ จะช่วยให้จิตใจปลอดโปร่ง คลายเครียดจากหน้าที่การงาน รวมทั้งการพักผ่อนด้วยการเดินทางกับครอบครัวในวันหยุดเพื่อรับอากาศ บริสุทธิ์ การจะใช้บริการอโรม่าเทอราปี หรือการบำบัดด้วยการนวดตัวและกลิ่นหอมของสมุนไพรก็นับว่าเป็นการคลายเครียด ทั้งใจและกายได้เช่นกัน ก็ไม่เสียหายเพียงเสียเงินเพิ่มเท่านั้นแต่ก็ปลอดภัยกว่าการล้างพิษด้วยวิธี ที่กล่าวข้างต้น

เอกสารอ้างอิง
1, http://www.sawilsons.com/allocca.htm/t_blank
2, http://www.ebm-first.com/
3, http://www.healthy.net/

ข้อมูลจาก วารสารฉลาดซื้อ ฉบับที่ 75