__________________________________________

สนใจผลิตภัณฑ์ สามารถสอบถามโดยโทรมาคุยกับเรา
หรือส่ง E-mail มาสอบถามรายละเอียดได้

คุณ เอ็ม โทร: 089-9049573 E-mail : Chalerm_vcd@hotmail.com

ดูผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ได้ที่

http://na-deng.orgfree.com หรือที่ facebook
_______________________________________________

สารพัดแชมพู เลือกอย่างไรดี

เขียนโดย รศ.ดร.พิมลพรรณ พิทยานุกุล คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล

ทำไมการสระผมจึงเป็นเรื่องสำคัญ

เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ อากาศที่ร้อนและชื้นเกือบตลอดทั้งปีของประเทศไทย ประกอบกับเส้นผมคนไทยและคนเอเซียส่วนใหญ่จะหนาและดก ทำให้หนังศีรษะและเส้นผมมักจะอับชื้นด้วยสิ่งสกปรกที่ร่างกายขับออกมา เช่น น้ำเหงื่อและ ไขมัน

แชมพูที่ดีควรเป็นอย่างไร
แชมพูสระผมที่ดีและเหมาะสมควรจะทำหน้าที่ชำระล้างสิ่งสกปรกออกจากหนังศีรษะ ได้หมดจรดโดยไม่ก่อให้เกิดอาการระคายเคืองต่อหนังศีรษะและไม่ทำให้เส้นผม แห้งแตกปลาย ในขณะเดียวกันควรมีส่วนช่วยให้เส้นผมนุ่ม ลื่น และช่วยสาง หวีเส้นผมได้ง่ายเมื่อผมแห้ง
ส่วนประกอบสำคัญในแชมพูสระผม
  1. สารทำความสะอาดชนิดที่มีคุณภาพทางเคมีดีพอสมควร มีปริมาณความเข้มข้นที่เหมาะสม ไม่เข้มข้นเกินไปและไม่ต่ำจนเกินไป
  2. สารคอนดิชั่นนิ่ง ซึ่งเป็นสารช่วยเคลือบเส้นผม ช่วยให้เส้นผมนุ่ม ลื่นไม่พันกัน และยังช่วยปกป้องเส้นผมสิ่งแวดล้อมภายนอกได้บ้าง
หลักในการเลือกซื้อแชมพูสระผม
    • แชมพูสระผมผู้ใหญ่ ขอแนะนำว่าไม่ควรเลือกชนิดที่มีฟองมากเกินไป เพราะสารทำความสะอาดเหล่านั้นมักจะมีคุณภาพทางเคมีที่ต่ำ ไม่เหมาะกับเส้นผมและผิวหนัง เหมาะที่จะเป็นส่วนผสมในน้ำยาล้างจาน หรือน้ำยาถูพื้นมากกว่า สังเกตได้ง่าย ๆ ว่าเมื่อสระผมด้วยแชมพูที่มีฟองมาก ๆ และสระเป็นประจำ เส้นผมจะแห้ง แตกปลาย และไร้น้ำหนัก การใช้แชมพูที่มีส่วนผสมของสารคอนดิชั่นนิ่ง จะช่วยรักษาคุณภาพเส้นผมได้พอสมควร ส่วนสารอาหารอื่น ๆ ที่ใส่เสริมในแชมพู เช่น วิตามินชนิดต่าง ๆ อโลวีร่า หรือสารสกัดสมุนไพรอื่น ๆ ที่โฆษณาว่าให้ประโยชน์ต่อเส้นผมนั้น ในความเป็นจริงไม่มีส่วนช่วยให้เส้นผมที่เสียไปแล้วดีขึ้นเลย ผู้ที่มีผมเสียเพราะได้รับการแต่งสีผม ดัดผม ควรจะตัดผมที่เสียทิ้งไปโดยไม่ต้องเสียดาย
    • แชมพูสำหรับเด็ก จะมีองค์ประกอบที่แตกต่างจากแชมพูสำหรับผู้ใหญ่ตรงที่ว่า สารทำความสะอาดจะมีคุณภาพที่อ่อนละมุนต่อผิวหนังมากที่สุด ที่สำคัญสูตรแชมพูสำหรับเด็กจะไม่มีสารคอนดิชั่นนิ่ง เพราะเส้นผมเด็กบางไม่หนาและไม่ดกเหมือนผู้ใหญ่ จึงไม่ควรให้เด็กใช้แชมพูผู้ใหญ่และการที่ผู้ใหญ่ใช้แชมพูเด็ก ก็จะทำให้ไม่ได้รับประโยชน์ต่อเส้นผมเท่าที่ควร
    • แชมพูสมุนไพร หากถามว่ามีความจำเป็นมากน้อยเพียงไร ให้ประโยชน์ได้มากมายต่อเส้นผม จริงหรือ คงตอบว่าไม่จริง เพราะหลักคือใช้แชมพูเพื่อทำความสะอาดเส้นผมและหนังศีรษะเท่านั้น หากต้องการใช้สมุนไพร ควรใช้สมุนไพรสดเช่นในสมัยโบราณจะให้ผลดีที่สุด เช่น น้ำเมือกจากผลมะตูม และประคำดีควาย ทั้งสองชนิดมีคุณสมบัติเป็นสารทำความสะอาดที่ดี ในสมัยโบราณมีการนำมาใช้ทั้งซักผ้าและสระผม แต่ถ้านำสารสกัดมาผสมในแชมพูสระผมที่มีสารทำความสะอาดชนิดสังเคราะห์แล้ว ประโยชน์จากสมุนไพรจะไม่เกิด อาจให้ผลตรงกันข้ามด้วยซ้ำไปเพราะการนำสมุนไพรมาใช้ ควรจะใช้เป็น หรือผ่านขบวนการสกัดที่เหมาะสม มิฉะนั้นคุณค่าจะสูญสลายไป นอกจากนี้แชมพูที่ดีที่ได้มาตรฐานควรจะมีการปรับพีเอชให้เป็นกลางเพื่อไม่ ให้ระคายเคืองหนังศีรษะ ควรมีการเติมสารต้านเชื้อจุลรินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ เพราะสารสกัดสมุนไพร หรือสมุนไพรสด เชื้อจุลินทรีย์มักจะเจริญเติบโตได้ง่าย หากใช้แชมพูสมุนไพรที่ไม่ได้ผ่านขบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน อาจมีปัญหาหนังศีรษะคัน ผมร่วงได้ ส่วนใหญ่มักเกิดจากการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์จากสมุนไพร หากพบปัญหาที่ว่าไปนี้ ควรหยุดใช้แชมพูที่กำลังใช้อยู่ทันที
    • แชมพูผสมสารขจัดรังแค สำหรับผู้ที่มีปัญหาหนังศีรษะคัน มีรังแค ควรเลือกใช้แชมพูประเภทนี้ เช่น ซิ้งไพริไทออน การจะใช้ให้ได้ผลควรมีการใช้อย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 2-3 เดือนก่อนจะหยุดใช้ แต่หากยังไม่ได้ผล ควรพิจารณาเปลี่ยนไปใช้แชมพูผสมสารต้านเชื้อรา ซึ่งแชมพูกลุ่มนี้ถูกจัดเป็นตำรับยา จะมีจำหน่ายในร้านขายยาเท่านั้น
ข้อมูลจาก :  วารสารฉลาดซื้อ ฉบับที่ 62

ครีมหน้าเด้ง ได้ผลแค่ไหน?

เขียนโดย รศ.ดร.พิมลพรรณ พิทยานุกุล คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล

สาวมาก สาวน้อย รวมถึงชายหนุ่มน้อยและหนุ่มมากทั้งหลาย กำลังเห่อกับครีมหน้าเด้งที่ทุกคนคาดหวังว่าจะทำให้ใบหน้าเด้งได้เหมือนเด็ก เล็กอย่างมหัศจรรย์ตามคำโฆษณา เพื่อไม่ให้เกิดการตั้งความหวังมากเกินไป จึงอยากให้ความรู้ในเรื่องดังกล่าวดังนี้กับคุณผู้อ่านค่ะ
ผิวหน้าในวัยเด็ก จะเต่งตึงและเด้งได้ อันหมายถึงเมื่อหัวเราะหรือร้องไห้ ริ้วรอยจากอิริยาบถบนใบหน้าจะหายไปทันทีที่หยุดหัวเราะหรือร้องไห้ แม้ว่าจะทำบ่อยแค่ไหนก็ตาม แต่ในวัยที่เปลี่ยนไปโดยเฉพาะเมื่ออายุ 30 ขึ้นไป ความเครียด ความกังวล ความเสียใจ จะไปปรากฏบนใบหน้าอย่างชัดเจนโดยเราไม่รู้ตัวทำให้เกิดริ้วรอยบนหน้าผาก หรือหัวเราะมากไปก็เกิดริ้วรอยที่ร่องแก้ม หางตา ใต้ตาได้
ริ้วรอยในวัยผู้ใหญ่จะเลือนหายไปยาก เนื่องจากผิวหน้าไม่เด้งเหมือนเด็กแล้ว เสมือนหนึ่งยางยืดที่หมดคุณภาพ พอยืดไปแล้วไม่อาจคืนตัวได้ฉันใดก็ฉันนั้น

อะไรคือกลไกสำคัญในการควบคุมทำให้หน้าเด้ง ?

ชั้นใต้ผิวหนังของคนเรา มีองค์ประกอบของโปรตีนชนิดที่เป็นมัด เรียกว่า "มัดคอลลาเจน" (Collagen bundle)และ "มัดอีลาสติน" (Elastin bundle)
คอลลาเจนนั้นทำหน้าที่อุ้มน้ำได้มาก ทำให้ผิวหน้าเต่งตึง ส่วนอีลาสติน ทำหน้าที่ควบคุมความยืดหยุ่นของผิวหนัง ทั้งสองคุณสมบัตินี้ทำให้ผิวหน้าเด้งได้ดีมากในวัยเด็ก คุณภาพของโปรตีนทั้งสองชนิดนี้จะเสื่อมไปตามวัยที่เพิ่มขึ้น ทำให้ผิวหน้าในวัยผู้ใหญ่ไม่เด้งเหมือนเก่า ริ้วรอยที่เกิดจากความทุกข์ ความกังวลภายใต้จิตสำนึกจึงไปปรากฏออกบนใบหน้า จะพบว่าปัจจัยภายในของจิตใจมีบทบาทสำคัญมากต่อผิวหน้า
สำหรับปัจจัยภายนอกที่สำคัญ เช่น ต้องดูแลผิวหน้าที่ถูกต้องเหมาะสม คือการหมั่นรักษา และปกป้องผิวหน้าให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ ภายหลังการอาบน้ำล้างหน้าทุกครั้ง ควรชโลมด้วยครีมบำรุงผิวเพียงเล็กน้อยแต่ควรทำอย่างสม่ำเสมอเพื่อทดแทน น้ำมันธรรมชาติจากผิวหนังที่ถูกชะล้างออกไปกับสิ่งสกปรกในระหว่างอาบน้ำล้าง หน้า ที่สำคัญหมั่นเทขยะคือความเครียดออกจากใจเราทุกคืนก่อนนอน พักผ่อนให้อิ่ม อาหารให้ครบทุกหมู่ เท่านี้ผิวหน้าก็เด้งได้อยู่นานเกินวัยเสียอีก

สิ่งทดแทนที่นักวิทยาศาสตร์หามาทดแทนธรรมชาติที่เสื่อมไป ?

นักวิทยาศาสตร์ได้พยายามหาสิ่งทดแทน เพื่อป้องกัน และคืนสภาพความเด้งของผิวหน้ามาตลอดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
การนำสารสกัดคอลลาเจนและอีลาสตินที่ใกล้เคียงธรรมชาติ ของผิวหนังคนเรามากที่สุดคือ เอามาจากรกคนและรกสัตว์ใหญ่ภายหลังการคลอดลูก เพื่อมาทำเป็นคอลลาเจนครีมซึ่งมีราคาแพง จากนั้นก็เป็นกระแสของสารอื่น ๆ เช่น ครีมเอเอชเอ (AHA), ครีมเรตินเอ (Retin-A), และวิตามินครีม
ปัจจุบันกระแสของสมุนไพรนานาชนิดกำลังมาแรง ความน่าเชื่อถือของสารทั้งหลายที่นักวิทยาศาสตร์สรรหามาให้ใช้ไม่ว่าจะเป็น สารสังเคราะห์ หรือสารสกัดสมุนไพร จะอยู่ที่ผลงานวิจัยที่มีศึกษากันมาก ๆ ทั่วโลกและต้องได้รับการยอมรับจากนักวิทยาศาสตร์อย่างกว้างขวาง จะได้ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย และอาการข้างเคียงที่อาจแถมมาให้
สำหรับสารสกัดสมุนไพรนานาชนิดนั้น จุดเด่นที่ถูกกล่าวอ้างคือ มาจากธรรมชาติ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลจะอยู่ที่ชนิดของสารสกัดสมุนไพรเองว่ามีฤทธิ์จริง หรือไม่ ขบวนการสกัดทำถูกต้องหรือไม่ และความเข้มข้นของปริมาณสารสำคัญเพียงพอต่อการออกฤทธิ์หรือไม่ ประการสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามอีกประการหนึ่งก็คือความคงตัวของสารสกัดสมุนไพร ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วมักจะไม่คงตัว มักจะสลายตัวได้ง่ายเมื่อสภาวะแวดล้อมเปลี่ยนแปลง การซึมผ่านเข้าผิวหนังต้องดี ประสิทธิผลจึงจะเกิดได้
สำหรับคำว่า "นาโนเทคโนโลยี" อันหมายถึงเทคโนโลยีที่นำมาใช้เพื่อทำให้อนุภาคของสารมีขนาดละเอียดมากเป็น นาโนเมตร ทำให้สามารถซึมทะลุผิวหนังได้ดีนั้น ไม่อยากให้ตื้นเต้นกับคำพูดใหม่ ๆ เหล่านี้นัก เพราะความจริงเนื้อครีมทั้งหลายแหล่ที่อยู่ในท้องตลาดต้องใช้นาโนเทคโนโลยี เกือบทั้งหมด เนื่องจากครีมเครื่องสำอางทั่วไปจะประกอบไปด้วยอนุภาคขนาดละเอียดเป็นนาโน เมตรกระจายตัวอยู่ในเนื้อครีมนั่นเอง
สารพัดครีมเป็นเพียงปัจจัยเสริม ย้อนกลับไปปฏิบัติให้ถูกวิธี ดูแลจิตใจให้หายเครียด และดูแลร่างกายด้วยหลักโภชนาการ ชโลมด้วยอาหารเสริมภายนอกคือเครื่องสำอางแต่พองาม หมั่นศึกษาหาข้อมูลทางวิชาการต่าง ๆ เพื่อประกอบกับการพิจารณาสารพัดโฆษณาชวนเชื่อทั้งหลายก่อนซื้อไว้ครอบครองจะ ได้ไม่เสียใจและเครียดหนักกว่าเก่าภายหลังหากหน้าไม่เด้งตามที่คาดหวังไว้
ข้อมูลจาก วารสารฉลาดซื้อ ฉบับที่ 63

เคล็ด 10 ประการในการเลือกเครื่องสำอางสำหรับคนผิวแพ้ง่าย

เขียนโดย รศ.ดร.พิมลพรรณ พิทยานุกุล คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล

เครื่องสำอางถือได้ว่าเป็นปัจจัยที่ห้าสำหรับผู้หญิงส่วนใหญ่ ซึ่งผิวหนังทุกคนมีความแตกต่างกันเป็นธรรมดา เช่น ผิวมัน ผิวแห้ง ผิวผสม เป็นต้น สำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวแพ้ง่าย (Sensitive skin) แพทย์หญิง Zoe Diana Draelos ซึ่งเป็นอาจารย์แพทย์ผิวหนังที่ Woke Forest University School of medicine ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้แนะนำว่า ผู้หญิงทั้งหลายควรมีความรู้เกี่ยวกับส่วนประกอบของเครื่องสำอางที่ตนเอง กำลังเลือกซื้อ และได้แนะนำเคล็ดลับ 10 ประการไว้ดังนี้

1.เลือกแบบแป้งดีกว่าแบบเหลว (Choose powder when possible)

เนื่องจากผลิตภัณฑ์ชนิดแป้งสามารถที่จะช่วยดูดซับความมันของผิวหนังได้ และยังมีส่วนประกอบจำพวกสารกันเสียและสารชนิดอื่น ๆ ในปริมาณที่น้อย ทำให้โอกาสที่จะเกิดการแพ้หรือการระคายเคืองน้อยกว่าชนิดที่เป็นน้ำ

2.หลีกเลี่ยงเครื่องสำอางกันน้ำ (Avoid waterproof cosmetics)

บางคนอาจคิดว่าเครื่องสำอางชนิดกันน้ำ เช่น มาสคาร่า ติดทนนานทั้งวัน แต่อย่าลืมว่าเวลาที่เราต้องการล้างออกก็จะยากเช่นกัน เพราะเครื่องสำอางสำหรับเช็คคราบชนิดที่กันน้ำนั้นต้องมีองค์ประกอบของสาร ละลายอินทรีย์หลายชนิดผสมกันเพื่อละลายและลอกไขมันออกให้หมดจรด โอกาสที่จะทำให้ผิวหนังเกิดอาการแพ้และระคายเคืองจึงมีมาก ทางที่ดีจึงควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์กันน้ำจะปลอดภัยที่สุด

3.อย่าใช้เครื่องสำอางเก่าและหมดอายุ (Throw out old cosmetics)

เวลาซื้อเครื่องสำอาง ให้สังเกตวันเดือนปีที่ผลิตและวันเดือนปีที่หมดอายุ ถ้าสินค้าเก่าเก็บหรือตกค้างนาน ๆ จนเลยวันหมดอายุ อย่าซื้อใช้โดยเด็ดขาดไม่ว่าราคาจะถูกเพียงใดก็ตาม เพราะเครื่องสำอางหมดอายุ มักจะเสื่อมคุณภาพและอาจเกิดการสลายตัวของสารเคมีทั้งหลายที่เป็นองค์ประกอบ ตลอดจนอาจก่อให้เกิดการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ได้โดยที่เรามองด้วยตา เปล่าไม่เห็น แต่หากซื้อมาใช้และใช้นานเป็นปีจนเลยวันหมดอายุ ก็ให้ปฏิบัติเช่นกัน ควรโยนทิ้งไม่ต้องเสียดาย เพราะอาจนำผลร้ายมาสู่สุขภาพผิวหนังได้

4.การเลือกใช้ดินสอเขียนขอบตาและมาสคาร่า (Use black-colored eyeliner and mascara products)

ควรเลือกดินสอเขียนขอบตาและมาสคาร่าเป็นสีดำ จะปลอดภัยกว่าสีอื่นๆ และโอกาสแพ้จะมีน้อยกว่า

5.ใช้ดินสอเขียนขอบตาและคิ้วดีกว่า eyeliner ชนิดเหลว (Use pencil eyeliner and eyebrow filters)

ผลิตภัณฑ์ชนิดแท่ง เช่นดินสอ จะมีองค์ประกอบหลักจำพวกแวกส์ และองค์ประกอบอื่น ๆ อีกเล็กน้อย ทำให้โอกาสแพ้ลดลง ซึ่งต่างจากผลิตภัณฑ์ประเภทของเหลว (Liquid eyeliners) จะมีส่วนประกอบของยางลาเทกส์ (latex) ทำให้เกิดแพ้ได้ในผู้ที่แพ้สารเคมีชนิดนี้ นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ชนิดแท่งหรือดินสอ จะล้างออกง่ายกว่า
6.เลือกใช้สีทาเปลือกตาชนิดเอิร์ทโทนจะระคายเคืองน้อยกว่าสีโทนอื่น ๆ (Stick to earth-toned eye shadows)
สีในกลุ่มเอิร์ทโทน เช่น สีแทน สีครีม สีขาวหรือสีเนื้ออ่อน จะทำให้โอกาสในการเกิดการแพ้หรือระคายเคืองน้อยกว่าสีชนิดอื่นๆ เพราะสีเข้มมากๆ มักจะได้จากการผสมเคมีหลายๆชนิดเข้าด้วยกัน โอกาสแพ้จึงมีสูงกว่า

7.ตรวจสอบสารกันแดดว่าปลอดภัยหรือไม่ (Check sunscreen ingredients)

โดยทั่วไป FDA และแพทย์ผิวหนังมักจะแนะนำให้ใช้ครีมกันแดดที่มีค่าเอสพีเอฟ (SPF) ประมาณเบอร์ 15 และต้องสามารถกรองได้ทั้งรังสียูวีเอและยูวีบี ผู้ที่มีผิวแพ้ง่ายไม่แนะนำให้ใช้ครีมกันแดดชนิดที่เป็นสารเคมี ควรเลือกใช้ครีมกันแดดชนิดที่สะท้อนรังสี หรือที่เรียกกันว่า Physical sunscreen ซึ่งมีผงแป้งไตเตเนี่ยมไดออกไซด์ (TiO2) และ ZnO เป็นองค์ประกอบ เพราะนอกจากจะสามารถสะท้อนรังสีได้ดีแล้วยังไม่มีผลทำให้ผิวหนังเกิดอาการ แพ้อีกด้วย อย่างไรก็ตามขอให้ดูที่ฉลาก ว่าครีมกันแดดที่ต้องการซื้อนอกจากมี TiO2 และ ZnO แล้วยังมีสารกันแดดอื่น ๆ ที่อาจทำให้แพ้ได้อีกหรือไม่ เพราะโดยมากครีมกันแดดมักจะมีสารกันแดดหลาย ๆ ชนิดผสมกันเพื่อต้องการให้ป้องกันแดดได้มาก ๆ นั่นเอง
ข้อมูลจาก วารสารฉลาดซื้อ ฉบับที่ 70

อันตรายจากขบวนการฟอกหน้าขาว

เขียนโดย รศ.ดร.พิมลพรรณ พิทยานุกุล คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง โดยนิยามแล้วหมายถึงผลิตภัณฑ์สำหรับบำรุงผิว ปกปิดผิว เสริมแต่งผิวหนังให้มีสีสัน มีความปลอดภัย จะเริ่มใช้และเลิกใช้เมื่อไหร่ก็ได้ สามารถหาซื้อได้ทั่วไป แต่ปัจจุบันจะพบว่ามีผู้บริโภคบางส่วนได้รับอันตรายจากการใช้ผลิตภัณฑ์ เครื่องสำอางปลอม โดยเฉพาะอย่างยิ่งศูนย์บริการความงามที่เปิดกันมากมายทั่วเมือง มีทั้งนวดหน้า ขัดผิว ฟอกหน้าให้ขาวทันใจภายใน 3-7 วัน ส่วนใหญ่มักจะมีอุปกรณ์ไฮเทคทางการแพทย์ร่วมอยู่ด้วยเพื่อให้เกิดความทัน สมัย ความแปลกใหม่ที่จะดึงดูดลูกค้าได้ หลายแห่งขาดผู้มีความรู้ที่แท้จริง ก่อให้เกิดปัญหาความเสียโฉมตามมา

เครื่องมือไฮเทคกับการฟอกหน้าขาว

  • เซลผิวโดยธรรมชาติจะมีการผลัดเปลี่ยนเซลใหม่ทุกๆ 28 วันโดยที่เราไม่ต้องไปเร่งรัดหรือทำอะไรเลย เซลผิวเก่าจะหลุดลอกและเซลใหม่จะขึ้นมาแทนที่ แน่นอนเซลผิวใหม่จะเปล่งปลั่งกว่าเซลเก่าที่เสื่อมโทรม ทำให้ภาพรวมผิวหนังแลดูอิ่มเอิบและขาวนวล เมื่อเซลผิวมีอายุมากขึ้นบวกกับการได้กระทบกับสิ่งแวดล้อม เช่น ฝุ่นละออง รังสีดวงอาทิตย์ และสารเคมี ผิวหนังจะมีปฏิกิริยาปกป้องตัวเองโดยเอนไซม์ใต้ผิวหนังชื่อ ‘ไทโรซิเนส' จะกระตุ้นให้ผิวหนังสร้างเม็ดสีทำให้ผิวหนังมีสีเข็มขึ้น ผลิตภัณฑ์ช่วยให้หน้าขาวที่มีจำหน่ายโดยทั่วไป มีองค์ประกอบหลักคือสารยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ดังกล่าว เพื่อมิให้มีการสร้างเม็ดสี แต่ผู้บริโภคต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้องว่า ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางได้ถูกออกแบบมาให้ปลอดภัย ดังนั้นจึงจะให้ผลในระยะยาว เพราะเป็นการบำรุงผิว ไม่ใช่เห็นผลได้ใน 3 วัน 7 วัน เนื่องจากไม่ใช่ยารักษาโรค
 
  • การทำงานของสารกลุ่มช่วยให้หน้าขาวจะมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ และมักจะมีองค์ประกอบของสารช่วยเร่งรัดการลอกเซลผิวร่วมอยู่ด้วย มีคุณสมบัติเป็นกรดอ่อนเช่นกัน ตัวอย่างเช่น กรดแลคติค กรดซาลิไซลิค เวลาพอกหน้าในปริมาณมากๆ ทำให้ผิวหน้าคันและแสบได้ ควรทาบางๆเว้นรอบดวงตา ศูนย์บริการความงามทั้งหลายที่มีอุปกรณ์ไฮเทคที่เรียกว่า ‘ไอออนโฟเรซิส' ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้เพื่อให้กระแสไฟอ่อนๆกับผิวหนัง ทำให้กรดและเคมีที่พอกอยู่เข้าสู่ผิวอย่างรวดเร็วในปริมาณที่อาจจะมากเกินไป สำหรับคนที่มีปัญหาผิวหนังเป็นทุนเดิม สิ่งที่ตามมาคืออาการอักเสบของเซลผิวคล้ายโดนน้ำกรดสาด นอกจากนี้ยังมีการใช้อุปกรณ์ไฮเทคอีกชนิดร่วมด้วยคือ ‘โฟโนโฟเรซิส' เป็นอุปกรณ์ที่ใช้นวดผิวหนังโดยใช้คลื่นความถี่สูงกระตุ้นผิวหนัง แรงสั่นสะเทือนทำให้เส้นเลือดใต้ผิวหนังขยาย รูขุมขนขยาย เพื่อวัตถุประสงค์เสริมให้สารเคมีที่ต้องการเข้าสู่เซลผิวได้เร็วยิ่งขึ้น
  • เครื่องมือไฮเทคทางการแพทย์ที่กล่าวมานั้นออกแบบมาเพื่อให้แพทย์เป็นผู้ พิจารณาความเหมาะสมในการใช้งานเพื่อนำส่งตัวยาสำคัญเข้าสู่ผิวหนังสำหรับ รักษาโรค การนำมาประยุกต์ใช้ในด้านความงาม ควรจะมีผู้รู้เฉพาะทางร่วมอยู่ด้วยเพื่อความปลอดภัยต่อผู้บริโภค และการดูแลผิวก็ไม่ใช่เรื่องราวของระยะเวลาเพียง 3 วัน 7 วันตามที่เห็นในโฆษณา ต้องสม่ำเสมอและค่อยเป็นค่อยไป เพราะผิวหน้าไม่ใช่กระดาษ จะใช้น้ำยาลบคำผิดมาป้ายออกทันทีไม่ได้ เคมีที่รุนแรงและมากเกินไปทำให้เสียโฉมได้
  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ใช้พอกหน้าพอกตัว ก็มีอันตรายได้หากได้มาอย่างไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เพราะสมุนไพรสดนั้นเป็นอาหารเชื้อจุลินทรีย์อย่างดีทำให้เชื้อเจริญเติบโต ได้รวดเร็ว เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ผิวหนังมีแผลเปิด และหากผลิตภัณฑ์มีการใส่สารกันเสียมากเกินไป ผลเสียคือทำให้ผิวหน้าแพ้ คันและอักเสบได้ ผู้เขียนเองได้เคยไปทดลองใช้บริการพอกตัว (โชคดีที่ไม่กล้าเสี่ยงพอกหน้าด้วย) ที่ศูนย์บริการความงามด้วยสมุนไพรยี่ห้อดังเพื่อเก็บข้อมูลทางวิชาการ ผลคือมีอาการแพ้ คันไม่ทราบสาเหตุ เป็นตุ่มแดงทั่วตัวจนถึงรอบคอ (ผิวหนังทั่วตัวที่สัมผัสผลิตภัณฑ์สมุนไพร) ต้องใส่เสื้อแขนยาวปิดคอไปทำงานอยู่เป็นอาทิตย์ คาดว่าน่าจะเกิดจากองค์ประกอบในผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะสม เช่น อาจมีองค์ประกอบของสารกันเสียมากเกินไป หรือมีการผสมผสานเคมีอื่นลงไปในสมุนไพรของผู้ให้บริการฯอย่างไม่มีความรู้

เครื่องสำอางอันตรายกับหน้าขาว

เมื่อกล่าวถึงการฟอกหน้าขาว ก็ไม่ลืมที่จะเตือนผู้บริโภคถึงอันตรายของผลิตภัณฑ์ที่มีองค์ประกอบของสาร ต้องห้าม เช่น ปรอท ไฮโดรควิโนน และสารสเตียรอยด์ สารต้องห้ามเหล่านี้ยังพบในผลิตภัณฑ์หน้าขาวที่แอบวางจำหน่ายทั่วไปโดยเฉพาะ อย่างยิ่งตามชานเมือง สังเกตุได้ง่ายเมื่อทาครีมเหล่านี้ลงบนใบหน้าเพียง 1-2 สัปดาห์ ผิวหน้าจะผ่อง สิวฝ้าจะจางลงอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะ หน้าจะเริ่มไหม้ดำและค่อยๆแผ่วงกว้างขึ้น ควรรีบหยุดใช้และไปปรึกษาแพทย์ผิวหนัง
ข้อมูลจาก วารสารฉลาดซื้อ ฉบับที่ 72

ผลิตภัณฑ์ลดความอ้วนและวิธีควบคุมน้ำหนักที่ปลอดภัย

เขียนโดย รศ.ดร.พิมลพรรณ พิทยานุกุล คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล

โรคอ้วน คือ ผู้ที่มีไขมันส่วนเกินสะสมตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายมากเกินไปจนทำให้เกิดอาการข้างเคียงต่อร่างกาย เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง
ผู้ที่ป่วยด้วยโรคอ้วนหลายรายอาจมีสาเหตุมาจากพันธุกรรม ผู้ที่เป็นโรคอ้วนอาจไม่จำเป็นต้องมีน้ำหนักร่างกายมากเกินไป (Overweight) เพียงแต่มีไขมันสะสมมาก แต่อาจมีกล้ามเนื้อไม่มาก ส่วนผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากเกินไปก็อาจไม่จำเป็นต้องเป็นโรคอ้วนเสมอไป แต่มีกล้ามเนื้อสะสมมาก เช่น ผู้ที่เป็นนักเพาะกายอาชีพ แขนขาจะถูกเพาะให้มีกล้ามเนื้อสะสมมาก ๆ ทำให้มีน้ำหนักตัวสูง บางรายก็เป็นได้ทั้งโรคอ้วนและน้ำหนักตัวมากเกินไป

ผลิตภัณฑ์ลดความอ้วนวิเศษจริงหรือ ?

การลดความอ้วนและควบคุมน้ำหนักไม่มีวิถีทางเดินลัดที่ รวดเร็ว ไม่มีของวิเศษไม่ว่าจะเป็นไม้เท้าวิเศษ เข็มขัดวิเศษ สายรัดนิ้วเท้าวิเศษ แม้แต่ยาเม็ดวิเศษใด ๆ ก็ไม่มี ความเป็นจริงที่ได้ผลคือ การวางแผนในระยะยาว ค่อยเป็นค่อยไป การออกกำลังกายและโภชนาการที่ถูกหลักเป็นกลไกสำคัญที่ให้ผลอย่างแน่นอน การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอทุกวัน ช่วยให้ร่างกายกระชับ มีการเผาผลาญพลังงานส่วนเกินออกไป อาหารที่ควบคุมไม่ให้มีไขมันและน้ำตาลมากเกินไปทั้งคาวหวาน ลดเลิกน้ำอัดลมที่ไร้คุณค่าจะช่วยได้มาก ทั้งหมดนี้อยู่ที่การควบคุมใจตนเองให้เข้มแข็งไม่ให้ตามใจปากเท่านั้นเอง หากโรคอ้วนที่เกิดจากกรรมพันธุ์ควรปรึกษาแพทย์ วิธีทางการแพทย์เช่น การดูดไขมันซึ่งเป็นน้อง ๆ ของการผ่าตัด อาจปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหลาย ๆ ท่านและควรคิดให้รอบคอบก่อนตัดสินใจจะได้ไม่เสียโฉม เสียเงิน เสียใจ และเป็นคดีความกับแพทย์ผู้ทำการรักษาในที่สุด

ผลิตภัณฑ์ลดอ้วนมีกี่ประเภท

ผลิตภัณฑ์ที่มีจำหน่ายสำหรับผู้ที่ต้องการลดและควบคุมน้ำหนักโดยสรุป แบ่งได้เป็น 3 กลุ่มคือ
  1. อุปกรณ์วิเศษ หรือ เสื้อผ้าสำหรับห่อรัดตัว เช่น เข็มขัดรัดเอว/ตะโพก/หน้าท้อง หรือห่อหุ้มทั้งตัว
โดยมากทำจากพลาสติคหรือยาง โดยมีการโฆษณาว่าสามารถช่วยละลายไขมันออกไปในระยะเวลาอันรวดเร็ว หลักการโดยรวมคือทำให้ร่างกายส่วนที่ถูกห่อหุ้มคายเหงื่อหรือน้ำออกมา อาจมีอุปกรณ์ไฟฟ้าช่วยกระตุ้น น้ำหนักที่ลดลงเกิดจากการที่ร่างกายสูญเสียน้ำ แต่มักจะให้ผลชั่วคราวเท่านั้น อาจมีการแนะนำให้ใช้เจลหรือครีมลดน้ำหนักทาถูนวดเสริมไปด้วยเพื่อให้ผิวหนัง กระชับ

2. ผลิตภัณฑ์ประเภทอาหารเสริมทั้งจากธรรมชาติและเทคโนโลยี ที่จะให้ผลในการควบคุมความหิว หรือช่วยยับยั้งไม่ให้ย่อยอาหารที่กินเข้าไป เช่น

    • Starch Blocker ผู้ที่ควบคุมน้ำหนักสามารถตามใจปากได้ กินได้มากเท่าที่ต้องการ ยาเม็ดที่ชื่อ Starch Blocker จะทำหน้าที่ยับยั้งเอ็นไซม์ไม่ให้ทำหน้าที่ย่อยแป้งหรือคาร์โบไฮเดรตจาก อาหารที่กินเข้าไป ทำให้ไม่เกิดการดูดซึม เข้าร่างกาย หรือ
    • ยาเม็ดที่สามารถดูดซับไขมันในกระเพาะและลำไส้ได้ (Fat absorber) เช่น ยาเม็ดไครโตซาน (Chitosan) สามารถดูดซับไขมันจากอาหาร ทำให้ไขมันจากอาหารที่กินเข้าไปไม่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายและถูกขับถ่ายออก
    • ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรเช่น สไปรูไลนา (Spirulina) ที่สกัดได้จากสาหร่ายทะเล มีโปรตีน วิตามินและแร่ธาตุหลายชนิดเป็นองค์ประกอบ ผู้ขายมักจะประชาสัมพันธ์ว่าสามารถกินเพื่อยับยั้งศูนย์หิวของสมองได้ โดยมีอมิโนแอซิดที่ชื่อ เฟนนิ้วอลานิน (Phenylalanin) ทำหน้าที่ยับยั้งศูนย์หิวที่สมอง ช่วยให้อยากอาหารลดลง องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา ปฏิเสธข้อมูลดังกล่าวเพราะยังไม่มีข้อมูลในด้านงานวิจัยทางการแพทย์สนับสนุน เพียงพอ นอกจากนั้นยังพบว่าสมุนไพรชนิดนี้มีสารยูริคแอซิด (Uric acid) เป็นองค์ประกอบมาก หากรับประทานมากเกินไป อาจทำให้เป็นโรคข้อเข่าอักเสบ (Gout) และโรคนิ่วในไตได้
    • อื่นๆอีกมากมาย

3.ยาที่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาสำหรับใช้กับผู้ป่วยโรคอ้วน โดยอยู่ในการควบคุมดูแลของแพทย์
ยาเหล่านี้ส่วนใหญ่จะออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลางโดยลดความอยากอาหาร และกระตุ้นประสาทส่วนกลางให้กระฉับกระเฉง เป็นการใช้พลังงานเพิ่มขึ้น แต่ขึ้นชื่อว่าวัตถุออกฤทธิ์แล้ว หากใช้อย่างไม่เหมาะสมระมัดระวัง ย่อมนำมาซึ่งอันตรายแก่ผู้ใช้ได้
อาการข้างเคียง ที่อาจพบได้จากการใช้ยาลดความอ้วน คือ ปากแห้ง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องผูก เหงื่อออกมาก นอนไม่หลับ และการใช้ยาเกินขนาด จะทำให้หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง ตื่นเต้น ม่านตาขยาย ปวดศีรษะ ประสาทหลอน ในรายที่รุนแรงจะพบว่ามีไข้สูง เจ็บหน้าอก การไหลเวียนของเลือดล้มเหลว ชักโคม่า และตายได้ และถ้าใช้ยาติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดโรคจิตได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีแนวโน้มของความผิดปกติทางจิตอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังอาจพบการดื้อยา และการติดยาเกิดขึ้นได้
ข้อมูลจาก วารสารฉลาดซื้อ ฉบับที่ 73

ไตรโคลซาน ภัยมืดที่ต้องเฝ้าระวัง

เขียนโดย รศ.ดร.พิมลพรรณ พิทยานุกุล คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล

Imageไตรโคลซาน : ประโยชน์ในอุตสาหกรรม
ไตร โคลซาน (Triclosan) คือสารสังเคราะห์ ที่มีประสิทธิภาพต้านเชื้อจุลินทรีย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชื้อแบคทีเรีย และยังสามารถต้านเชื้อราและไวรัสบางชนิดได้ดี ได้รับการยอมรับจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ประเทศสหรัฐอเมริกาว่ามีประสิทธิภาพและปลอดภัย มีการนำมาใช้อย่างกว้างขวางทั่วโลก
ไตร โคลซาน เป็นส่วนผสมสำคัญเพื่อป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ในผลิตภัณฑ์ เกือบทุกชนิด ตั้งแต่ในโรงพยาบาล เช่น ผ้ากรอซทำความสะอาดคนไข้ก่อนการผ่าตัด ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการทำความสะอาดห้องคนป่วย สินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน เช่น ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดร่างกาย สบู่อาบน้ำ สระผม ล้างหน้า ยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก ยาแก้เหงือกอักเสบ ผลิตภัณฑ์ระงับเหงื่อ ของเล่นเด็ก ผ้าและผ้าพลาสติก เป็นสารกันบูดในอาหาร นอกจากนี้ยังเป็นตัวยาสำคัญในผลิตภัณฑ์แก้สิวหลายยี่ห้อ (ความเข้มข้น 0.2-1.0%) อีกด้วยทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ปริมาณที่นิยมใส่ในผลิตภัณฑ์เพื่อทำหน้าที่เป็นสารกันเสียในการต้านเชื้อ จุลินทรีย์คือ สูงสุดไม่เกิน 0.3% สำหรับเครื่องสำอาง และในประเภทอาหารคือ 5 มิลลิกรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม
ไตรโคลซาน : การปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม และปัญหาทางการแพทย์
ไตร โคลซาน ได้ถูกนำมาใช้เป็นเวลากว่า 35 ปี ทั้งชนิดและจำนวนสินค้าที่ใส่สารไตรโครซานทั้งของกินของใช้รวมถึงอุปกรณ์ที่ เกี่ยวข้องกับการแพทย์ในโรงพยาบาลมีเพิ่มมากขึ้นทุกปี เนื่องจากกระแสความกลัวการแพร่กระจายของเชื้อโรคในสิ่งแวดล้อมเป็นเหตุ ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้สังคมของโลกมนุษย์มีการผสมสารต้านเชื้อจุลินทรีย์ ดังกล่าวลงในผลิตภัณฑ์เกือบทุกชนิดก็ว่าได้
ความ นิยมสารไตรโคลซานมากกว่าสารต้านจุลินทรีย์ชนิดอื่น ๆ เนื่องมาจากประสิทธิภาพการต้านเชื้อจุลินทรีย์อย่างได้ผล และสารชนิดนี้ยังมีคุณสมบัติที่ดีคือมีความคงตัวในอุณหภูมิที่สูงถึง 200 °C (ชนิดอื่น ๆ ประสิทธิภาพการต้านเชื้อมักจะถูกทำลายหรือด้อยลงในอุณหภูมิสูงมากกว่า 50°C) ทำให้สะดวกต่อการนำมาใช้ในอุตสาหกรรมทุกชนิด ปริมาณไตรโคลซานที่ใช้เพิ่มขึ้นมากมายในโลก ทำให้นักวิชาการสิ่งแวดล้อมเป็นห่วงว่าทั้งในอากาศ น้ำเสีย อาจมีการปนเปื้อนสารดังกล่าวตกค้างสะสมได้ ส่วนนักวิชาการทางการแพทย์เป็นห่วงว่า การที่เราใช้สารต้านเชื้อจุลินทรีย์ชนิดนี้มากเกินไป จะก่อให้เกิดปัญหาทางการแพทย์ กล่าวคือ เชื้อโรคมีการพัฒนาสายพันธุ์และดื้อต่อยาปฏิชีวนะที่ใช้สำหรับรักษาโรคติด เชื้อรุนแรง และในอนาคตหากเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อย ๆ มนุษย์คงต้องหายาปฏิชีวนะที่เข้มข้นและแรงขึ้นในการต่อสู้กับเชื้อโรคที่นับ วันจะดุและดื้อยามากขึ้น
จาก งานวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ปี ค.ศ.2007 พบว่าไตรโครซานสามารถสลายตัวด้วยรังสีดวงอาทิตย์ทั้งในน้ำจืดและน้ำทะเล มีครึ่งอายุสั้นเพียง 4-8 วันเท่านั้น ทำให้ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องการสะสมของสารดังกล่าวในสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ส่วนปัญหาทางการแพทย์ที่พบว่าหากยังมีการใช้สินค้าที่ผสมสารต้านเชื้อ จุลินทรีย์มากมายเช่นในปัจจุบัน จะทำให้การรักษาโรคติดเชื้อยากขึ้น นักวิชาการจึงแนะนำว่าเราไม่จำเป็นต้องล้างมือล้างหน้าอาบน้ำด้วยผลิตภัณฑ์ ต้านเชื้อจุลินทรีย์โดยไม่มีเหตุจำเป็น รวมถึงสินค้าอุปโภค เช่น น้ำยาซักผ้า เครื่องใช้ในครัวเรือนทั้งหลาย หากช่วยกันรณรงค์การงดเว้นสารต้านเชื้อจุลชีพได้น่าจะดีกว่า แต่หันมาให้ความสำคัญกับการรักษาสุขลักษณะที่ดีมากกว่า  
ไตรโคลซาน : ผลทางคลินิกของการสะสมในร่างกายของผู้บริโภค
ผล จากการวิจัยทางคลินิกล่าสุด (2006, มกราคม 2007)ในหญิงที่ให้นมบุตรและเป็นผู้บริโภคที่ใช้ผลิตภัณฑ์ผสมไตรโคลซาน พบปริมาณสารดังกล่าวในกระแสเลือดและในน้ำนมแม่ที่ให้นมบุตร
ไม่ ต้องสงสัยว่าไตรโคลซานสามารถถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดผ่านทางกระเพาะอาหาร และทางผิวหนังได้และต่อเนื่องไปยังกระแสเลือดและน้ำนมที่ให้บุตรได้ แต่ปริมาณที่พบในกระแสเลือดของผู้เป็นแม่จะสูงกว่าในน้ำนม นักวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ได้ทำการวิจัยต่อเนื่องในสัตว์ทดลอง (หนู) เพื่อดูการสะสมและผลเสียที่อาจจะส่งต่อจากแม่สู่ลูกผ่านทางน้ำนมแม่ว่า จะส่งผลเสียสะสมถึง 2 ช่วงอายุคนหรือไม่
พบ ว่าเนื่องจากปริมาณที่พบในน้ำนมมีน้อยมาก จึงไม่พบข้อบ่งชี้อย่างมีนัยสำคัญว่าจะทำให้ทารกที่ดื่มนมแม่มีความเสี่ยง ต่ออันตรายจากไตรโครซานถึง 2 ช่วงอายุคนได้ ซึ่งความหมายคือปลอดภัยต่อเด็กทารก อย่างไรก็ตามการวิจัยในเรื่องนี้จะยังเข้มข้นมากขึ้นเพื่อหาขอสรุปที่ชัดเจน ถึงความเสี่ยงที่จะใช้สารไตรโคลซานอย่างกว้างขวางเช่นในปัจจุบัน
ไตรโคลซาน : เป็นสารก่อมะเร็งหรือไม่
นัก วิชาการที่ออกมารณรงค์ให้คณะกรรมการอาหารและยา สหรัฐอเมริกา พิจารณาถอดถอนหรือควบคุมการใช้ไตรโคลซานอย่างเร่งด่วน ให้เหตุผลว่า ไตรโคลซานจะถูกย่อยสลายกลายเป็นสารไดออกซิน (Dioxin) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง โรคตับอักเสบ เมื่อได้รับการสัมผัสบ่อย ๆ ทำให้เด็กทารกคลอดผิดปกติ (ไม่สมประกอบ) อาจมีผลทำให้ฮอร์โมนเพศผิดปกติ รวมทั้งอาจทำให้ภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอและบกพร่องได้ นอกจากนี้สารไตรโคลซานที่ผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น ยาสีฟัน หรือ ครีมอาบน้ำ ล้างมือ เมื่อไตรโคลซานผสมกับคลอรีนในน้ำประปา จะให้ก๊าซคลอโรฟอร์ม ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งที่รู้จักกันดีอีกด้วย นักวิจัยที่ทำการวิจัยเรื่องดังกล่าวมีมากมายแต่ยังพอสรุปได้ว่าปริมาณที่พบ ในสิ่งแวดล้อม และในร่างกายมีน้อยมากจนไม่มีนัยสำคัญทางการแพทย์ที่จะก่อให้เกิดผลเสียตาม ที่เป็นห่วงกัน  
ข้อแนะนำสำหรับผู้บริโภค
ข้อมูล ทั้งหมดผู้เขียนได้รวบรวมและสืบค้นจากบทความวิจัยทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ ยังไม่พบข้อสรุปหรือการเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดการใช้สารดังกล่าวจากสำนักงานคณะ กรรมการอาหารและยา ทั้งจากประเทศสหรัฐอเมริกา ยุโรป หรือ ไทย เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลที่มากเพียงพอที่จะสรุปว่าสารไตรโครซานเป็นอันตราย ต่อมนุษย์หรือสิ่งแวดล้อม คาดว่ายังคงมีการทำวิจัยอย่างต่อเนื่องเพื่อหาข้อสรุปให้สังคม

เลือกยาสีฟัน อันไหนดี

เขียนโดย รศ.ดร.พิมลพรรณ พิทยานุกุล คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล


Image     ยาสีฟันที่เราใช้กันอยู่ทุกวันพวกเราเคยสงสัยหรือไม่ว่ายาสีฟันช่วยรักษาฟันได้อย่างไรและเราควรเลือกซื้อชนิดไหนที่เหมาะสมกับแต่ละคน
        ปัจจุบันจะพบโฆษณายาสีฟันที่ใช้ แล้วทำให้ฟันขาว ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดว่า ยาสีฟันเป็นยาวิเศษ ความจริงยาสีฟันไม่มีประสิทธิภาพทำให้ฟันขาวขึ้นจากธรรมชาติของแต่ละคน หากแต่กลไกการทำงานของยาสีฟันจะทำหน้าที่ขจัดคราบที่เกาะติดอยู่ ทำให้เห็นเนื้อฟันที่ขาวโดยธรรมชาติให้ปรากฏขึ้นเท่านั้น เช่นเดียวกับน้ำยาล้างรถ เมื่อเราล้างรถให้สะอาด ก็จะเห็นสีรถเป็นเงางามสดใส ยาสีฟันก็เช่นกัน
ยาสีฟันในท้องตลาดมีหลากหลาย ยี่ห้อหลากหลายคุณภาพ การแข่งขันทำให้ผู้ผลิตพยายามพัฒนาคุณภาพสินค้าให้ถูกใจผู้บริโภค โดยการเติมสารฟอกขาวในยาสีฟันเพื่อฟอกและกัดให้ฟันขาว สารฟอกขาวเหล่านี้หากใช้นานๆ จะมีผลไปกัดกร่อนเนื้อฟันชั้นนอกออกจนหมด ผลก็คือฟันจะเริ่มเหลืองและจะเสียวฟันต่อความร้อน-เย็น

ยาสีฟันทำงานอย่างไร?
ช่อง ปากเปรียบเสมือนสวนสัตว์เล็กๆ ส่วนตัว ประกอบไปด้วยเชื้อจุลินทรีย์กว่า 500 ชนิดอยู่รวมกันซึ่งเป็นสิ่งตกค้างจากเศษอาหารที่เกาะอยู่ตามซอกฟัน เชื้อจุลินทรีย์เจริญเติบโตได้จากเศษอาหารที่ตกค้างในปาก และหมักหมมจนก่อให้เกิดกรดและสารระเหยของซัลเฟอร์โมเลกุล กรดที่เกิดขึ้นจะกัดกร่อนเนื้อฟันให้ผุจนเป็นหลุม ในขณะที่สารระเหยของซัลเฟอร์โมเลกุลจะระเหยออกจากช่องปากส่งกลิ่นเหม็นทุก ครั้งที่เราพูด
ยา สีฟันจะทำงานร่วมกับแปรงสีฟัน ขัดและขจัดคราบและเศษอาหารตามซอกฟันออก ทำให้ช่องปากและฟันสะอาด เป็นการต่อต้านการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ ยาสีฟันประกอบไปด้วยผงขัดฟัน เช่น แคลเซี่ยมฟอสเฟท อลูมินา แคลเซี่ยมคาโบเนท และ แคลเซี่ยมซิลิกา ยาสีฟันที่ดีควรจะมีปริมาณและ ชนิดผงขัดฟันเหมาะสมและเพียงพอที่จะขัดคราบที่เกาะอยู่บนผิวฟันได้ แต่ต้องไม่มากเกินไปหรือไม่ใช่ชนิดที่หยาบเกินไปเพราะจะไปทำลายเนื้อฟัน ทำให้เสียวฟันและฟันเหลือง
ยา สีฟันยังประกอบไปด้วยสารทำความสะอาดที่ทำให้เกิดฟองเวลาสีฟัน สารทำความสะอาดในยาสีฟันส่วนใหญ่คือ โซเดียมลอริ่วซัลเฟท สารดังกล่าวมักจะมีกลิ่นเคมีรุนแรง ทำให้ผู้ผลิตจำเป็นต้องกลบกลิ่นด้วยสารแต่งกลิ่นอื่นๆ ในปริมาณเข้มข้น และเนื่องจากลิ้นของคนเราสามารถรับรสได้มากมาย ดังนั้นยาสีฟันจึงต้องปรุงแต่งรสให้ออกหวานเล็กน้อย ส่วนใหญ่มักนิยมใช้น้ำตาลสังเคราะห์ เช่น แซคคาริน สารแต่งรสหวานก็นับเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ฟันผุได้ ปัจจุบันนักวิทยา ศาสตร์แนะให้ผู้ผลิตหันมาใช้สารแต่งรสหวานจากธรรมชาติคือ ไซลิทอล (xylitol) ซึ่งปลอดภัยและไม่มีผลทำให้ฟันผุ แต่ราคาจะแพงกว่าชนิดอื่นๆ นอก จากนั้นสาระสำคัญในยาสีฟันยังนิยมที่จะใส่ ‘ฟลูออไรด์’ สารชนิดนี้เมื่อแทรกอยู่ในเนื้อฟัน จะช่วยต่อต้านกรดที่เกิดจากเชื้อจุลินทรีย์ ป้องกันฟันผุอย่างได้ผล

ปัญหายาสีฟัน
1. ยาสีฟันส่วนใหญ่ประกอบไปด้วย โซเดียมลอริลซัลเฟท ซึ่งเป็นสารทำความสะอาดและก่อให้เกิดฟองมากมายในช่องปากทุกครั้งที่เราสีฟัน สารชนิดนี้ก่อให้เกิดแผลในช่องปากซึ่งอาการข้างเคียงในประชากรประมาณ 20%
2. ยาสีฟันที่มีองค์ประกอบของสารขัดฟันมากเกินไป เพื่อวัตถุประสงค์ให้ฟันสะอาดและขาว หากใช้เป็นประจำและใช้ไปนานๆ จะเสียวฟันเมื่อได้รับความร้อน-เย็นจากอาหาร เพราะเนื้อฟันชั้นนอกจะสึก วิธีเลือกซื้อยาสีฟัน
1. โดยทั่วไป ยาสีฟันชนิดไหนก็น่าจะใช้ได้ทั้งนั้นถ้าประกอบไปด้วยฟลูออไรด์ ซึ่งจะช่วยป้องกันฟันผุและช่วยให้ฟันแข็งแรง
2. แนะนำให้เลือกใช้ยาสีฟันที่ประกอบไปด้วยสารขัดฟันในปริมาณน้อย จะได้ไม่ทำให้ชั้นนอกของเนื้อฟันหรือ อีนาเมล (enamel) ถูกทำลาย แม้ว่าสารขัดฟันจะช่วยให้ฟันสะอาดและขาว แต่ผลเสียคือทำให้ชั้นอีนาเมลสึก เนื้อฟันชั้นในคือเดนทิน (dentin) ซึ่งมีรูพรุน อุณหภูมิร้อนเย็นจากอาหารจะสามารถแทรกซึม และสัมผัสกับปลายเส้นประสาท ผลคือจะเสียวฟันทุกครั้งที่รับประทานอาหารร้อนหรือเย็นจัด
การเลือกใช้ยาสีฟันตามลักษณะอาการ
- ผู้ที่มีแผลในช่องปากบ่อยๆ อาจเกิดจากสารทำความสะอาดหรือสารก่อฟองในยาสีฟันคือ โซเดียมลอริ่วซัลเฟท ควรหันไปซื้อชนิดอื่นที่ปราศจากสารดังกล่าวแทน ซึ่งมักจะระบุที่ข้างหลอดหรือกล่องบรรจุว่า ปลอดภัยสำหรับอีนาเมล หรือ ยาสีฟันช่วยให้ฟันขาว คุณสมบัติของยาสีฟันจะขจัดคราบที่ติดแน่นที่ผิวฟัน เช่น คราบบุหรี่ กาแฟ ทำให้ฟันสะอาดและความขาวของเนื้อฟันปรากฏ แต่ไม่ได้มีผลฟอกฟันให้ขาว
- ผู้ที่เสียวฟัน ควรเลือกใช้ยาสีฟันชนิดที่ป้องกันการเสียวฟัน ซึ่งเนื้อยาสีฟันจะลดปริมาณสารขัดฟันและมีองค์ประกอบของสารโปรตัสเซี่ยมไนเต รท ซึ่งจะช่วยลดอาการเสียวฟันได้บ้าง แต่หากไม่ได้ผล อาจต้องเปลี่ยนไปใช้ยาสีฟันที่มีองค์ประกอบของสารฟลูออไรด์สูง ฟลูออไรด์จะไปอุดรูพรุนของเนื้อฟัน ทำให้ปลายเส้นประสาทไม่สัมผัสกับความร้อนเย็นของอาหาร
- ยาสีฟันสำหรับผู้ที่เป็นโรคเหงือกอักเสบ การเจริญเติบโตของแบคทีเรียในช่องปากนอกจากทำให้ฟันผุแล้ว สารพิษหรือทอกซินที่ปลดปล่อยจากแบคทีเรียจะไปทำลายเนื้อเยื่อของเหงือก ทำให้เลือดออกและอักเสบ ยาสีฟันที่มีองค์ประกอบของสารแต่งรสที่เป็นน้ำตาลหรือน้ำตาลเทียม ก็มีผลทำให้สภาวะช่องปากเป็นกรดและส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ ยาสีฟันชนิดที่เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคเหงือกอักเสบจะมีสาร ‘ไซลิทอล’ เป็นองค์ประกอบ ไซลิทอลเป็นสารสกัดจากธรรมชาติ ไม่เกิดการหมักหมมและไม่ถูกสลายให้เป็นกรดโดยเชื้อจุลินทรีย์ในปาก จะช่วยให้เกิดความสมดุลของความเป็นกรดกับด่างในช่องปากได้ดี และสภาวะที่ไม่เป็นกรดจะต้านการเจริญเติบโตของแบคทีเรียในช่องปากได้ดี ดังนั้นยาสีฟันที่มีไซลิทอลเป็นองค์ประกอบในปริมาณสูง จะช่วยลดอาการเหงือกอักเสบได้